เดิมที บุหลันดั้นเมฆ เป็นชื่อเรียกของขนมไทยโบราณชนิดหนึ่ง ที่เดี๋ยวนี้หากินกันแทบไม่ได้แล้ว นอกจากจะเป็นขนมไทยที่น่าทานแล้ว มากไปกว่านั้นความเป็น บุหลันดั้นเมฆ ยังเป็นตัวจุดประกายไอเดียดีๆ เนรมิตร้านอาหารสไตล์ร่วมสมัย ให้เกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ
เห็นเธอนั้นไปดี ฉันเองก็ดีใจ ฉันไม่หวังอะไรมากไปกว่านี้ เพราะฉันมันคนไม่มี วาสนา
ไม่มีวาสนา
ตอนที่เข้าไปในร้าน นักร้องกำลังขับร้องเพลง
คนไม่มีวาสนา ของวงพอส เคล้าคลอด้วยจังหวะโฟล์คซอง ด้วยท่วงทำนองอันเฉพาะที่ฟังแล้ว ทำเอาเพลินเสียจนรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวรอบตัวนั้นหยุดนิ่ง เหมือนเสียงร้องได้ร่ายทำนองอันไพเราะสะกดใจลูกค้าก็ว่าได้ เสียงเพลงจบลง ทุกคนต่างปรบมือ ถึงตอนนี้เองที่ทำให้สติกลับมา ตอนนี้ได้มีโอกาสมองไปรอบๆ ร้านอีกครั้ง ก็ทำให้รู้สึกยิ่งประทับใจมากขึ้น โดยเฉพาะการการตกแต่งร้านที่ไม่เหมือนที่ใคร
มีการผสมผสานระหว่างยุคสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โครงสร้างตัวร้านมีเอกลักษณ์อันเฉพาะ และโดดเด่นด้วยวัสดุเหลือใช้อย่างตู้คอนเทนเนอร์ ที่ก่อร้านสร้างขึ้นด้วยไอเดียเจ๋งๆ ของทางร้าน กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ชวนหลงใหลมากขึ้น
ภายในของร้านอาหารจัดวางเป็นลักษณะเปิดหลังคาโล่ง บรรยากาศโปร่งสบายๆ ร่มรื่นด้วย ไม้นานาพรรณ รอบๆ ร้านมีพัดลมไอน้ำคอยพัดให้ความเย็นอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนก็เย็นสบาย ความรู้สึกแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่ บุหลันดั้นเมฆ นั้นก็สามารถซึมซับบรรยากาศชวนหลงใหลแทบจะในทันที ไม่ว่าจะไว้เป็นที่แนวๆ ไว้สังสรรค์กับเพื่อนฝูงก็เหมาะ ไว้เป็นที่ชิวดื่มด่ำบรรยากาศก็เวิร์ค หรือพาหวานใจมานั่งฟังเพลงก็โรแมนติกไปอีกแบบ
โดยภายในร้านจะแบ่งออกเป็นหลายโซนด้วยกัน ซึ่งโซนแรกจะเป็นชั้นล่าง ที่จะอยู่ใกล้ชิดขอบเวที และบริเวณนี้จะมีมุมโซฟาให้นั่งชิดใกล้กับนักร้อง ที่ทำการขับกล่อมอยู่บนเวที ส่วนพื้นที่ที่เหลือ จะเป็นโต๊ะเดี่ยวบ้าง โต๊ะชุดบ้าง ซึ่งถือว่ารองรับลูกค้าที่จะเข้ามาในร้านได้มากกว่า 60 คนเลยทีเดียว อีกโซนคือชั้นสอง มีลักษณะคล้ายเทอเรสลอยฟ้า ชั้นนี้ประดับไปด้วยหมู่ไม้ประดับ ทั้งเล็กใหญ่มากมาย สร้างความชุ่มชื่นใจให้กับลูกค้าที่จะมานนั่งชิวที่ชั้นนี้ บวกกับพัดลมไอน้ำ ที่คอยพัดให้เย็นฉ่ำตลอดเวลา นี่ถ้าให้หลับตาแล้วมานั่งอยู่ที่ชั้นสองของ ร้านบุหลันดั้นเมฆ คงสามารถพูดออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า ยังกับนั่งอยู่ในห้องแอร์!!
เมื่อพูดถึงอาหารของที่นี่ จะเป็นเมนูอาหารไทยรสจัดจ้าน
ซึ่งรสชาติอาหารนั้นค่อนข้างถึงพริกถึงขิง โดยเมนูอาหารที่ทางร้านยินดีนำเสนอ นั้นก็คือ
บุหลันดั้นเมฆ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับร้านเลย และยังเป็นชื่อเดียวกันกับขนมไทยโบราณ แต่มีความพิเศษตรงที่ร้านนี้นั้นทำเป็นอาหารคาว มิใช่ของหวาน และสามารถหากินได้แค่ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ประกอบไปด้วย
ไข่เจียว เป็นตัวแทนของพระจันทร์ เส้นหมี่ขาว เป็นตัวแทนของเมฆ และมีกับแก้มต่างๆ ซึ่งเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยของร้าน ส่วนจานถัดมาเป็นเมนูปลาทอด ซึ่งชื่อเมนูนี้คือ ปลากะพงหลงทาง คุณแจ็คเล่าว่า ที่เมนูนี้กลายเป็นชื่อปลากะพงหลงทางแทน ชื่อเมนู ปลาราดพริกนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า จานนี้พิเศษที่ มีส่วนประกอบของนมสด และเครื่องซีฟู้ดหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง และปลาหมึกเป็นต้น เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน เมนูถัดมาก็คือ หมูย่าง แต่พิเศษตรงที่ว่า ของทางร้านจะนำไปหมักกับกะทิ และพริกไท และเมนูสุดท้ายคือ แกงชะส้มเนื้อปลาเก๋า ที่มีความเข้มข้นถึงเครื่อง และเข้มข้นกว่าแกงส้มทั่วไปซึ่งหาทานได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ถือเป็นอีกร้านหนึ่งที่อยากให้ไปหาทานกัน เพราะมั่นใจว่า ทั้งบรรยากาศ และรสชาติของอาหารจะไม่มีทางทำให้ผิดหวังแน่นอน
เส้นทางไปร้านบุหลันดั้นเมฆถือว่าไม่ยาก
นับจากสี่แยก นราธิวาสตัดพระราม3
ให้เลี้ยวขวา และตรงมาเรื่อยๆ จะเห็น
ร้านตั้งอยู่ทางซ้ายมือ
ให้สังเกตป้ายร้าน
จะมีเป็นสีเหลืองของพระจันทร์
และรูปกระต่ายแนวๆ
สีดำตัดกับสีเหลืองสดนั่นเอง
หากไปไม่ถูก
ก็สามารถโทรสอบถามเส้นทางได้ที่เบอร์
02-681-8390
ซึ่งคุณแจ็คเจ้าของร้านได้ขอเสริมปิดท้ายให้กับทางทีมงานว่า ร้านเรานั้น คือ บุหลันดั้นเมฆ
สัญลักษณ์ของร้านอาจทำฉงน แต่ด้วยชื่อของร้านก็คงจะสามารรถเข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อคำว่า บุหลัน คือพระจันทร์ เมื่อมีพระจันทร์ สิ่งเคียงคู่ก็คงเห็นจะไม่พ้นกระต่ายน้อย และการต่ายนั้น คุณแจ็คก็ได้เสริมต่ออีกว่า ตนเองมองว่ากระต่ายเป็นสัตว์ที่สนุกสนาน ซึ่งก็เหมือน ร้านบุหลันดั้นเมฆ แห่งนี้ ที่จะทำให้ทุกคนสนุกไปกับ เสียงเพลง บรรยากาศ และลูกเล่นการตกแต่งภายในของร้านแห่งนี้ |