|
งานประเพณีไหลเรือไฟนครพนม (เฮือไฟ)
จัดขึ้นในวันออกพรรษา คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11
การไหลเรือไฟถือเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาจากเทวโลก
หลังจากที่พระพุทธองค์ได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาที่ดาวดึงษ์เพื่อแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดา
เมื่อออกพรรษาแล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จลงมาสู่มนุษย์โลก
โดยบันไดทิพย์ทั้ง 3 วันนี้เรียกว่า
วันพระเจ้าโปรดโลก
พระองค์เสด็จมา ณ เมืองสังกัส-สะ
สถานที่นั้นเรียกว่า อจลเจดีย์
(อ่านว่า อะ-จะ-ละ-เจ-ดี)
ทวยเทพทั้งหลายส่งเสด็จ
มวลมนุษย์ทั้งหลายรับเสด็จด้วยเครื่องสักการะบูชามโหฬาร
การไหลเรือไฟก็คือการสักการะบูชาอย่างหนี่งในวันนั้น
และได้ทำเป็นประเพณีสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้
นอกจากนี้ยังมีตำนาน
การไหลเรือไฟที่แตกต่างกันก็ถือว่าทำให้ได้รับอานิสงฆ์เหมือนกัน
เดิมเรือไฟทำด้วยท่อนกล้วยหรือไม้ไผ่ต่อเป็นลำเรือยาวประมาณ
5-6 วา ข้างในบรรจุไว้ด้วยขนม ข้าวต้มมัด
หรือสิ่งของที่ต้องการจะบริจาคทาน ข้างนอกเรือมีดอกไม้
ธูป เทียน ตะเกียง ขี้ไต้
สำหรับจุดให้สว่างไสวก่อนจะปล่อยเรือไฟ
ปัจจุบันมีการจัดทำเรือไฟเป็นรูปแบบต่างๆ
ที่ขนาดใหญ่โตขึ้น
มีวิธีการประดับตกแต่งให้วิจิตรตระการตามากยิ่งขึ้น
เมื่อปล่อยเรือไฟเหล่านี้ลงกลางลำน้ำโขงภายหลังการจุดไฟให้ลุกโชติช่วงจะ
เป็นภาพที่งดงามติดตาติดใจผู้พบเห็นไปตราบนานเท่านาน
ไม่มีที่ไหนๆ
ในประเทศไทยจะยิ่งใหญ่เหมือนที่จังหวัดนครพนม
งานประเพณีไหลเรือไฟปีนี้จะจัดให้ยิ่งใหญ่กว่าปีที่ผ่านมา
โดยจะมีพิธีอัญเชิญไปพระฤกษ์แตกต่างจากปีที่ผ่านมาโดยจะอัญเชิญไฟพระฤกษ์ใน
วันที่ 12 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นวันไหลเรือไฟ
พร้อมกับมีกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้.
การประกวดเรือไฟ,การลอยกระทงสาย,การแข่งเรือยาว,การแห่ปราสาทผึ้ง,การรำบูชาพระธาตุพนม
ซึ่งเป็นการรวมตัวของชนเผ่าพื้นเมืองต่าง ๆ รวม 7
เผ่าที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครพนม
แต่งกายด้วยเสื้อผ้าประจำเผ่า
และร่ายรำด้วยท่วงท่าอันงดงาม
เพื่อบูชาพระธาตุพนม,การตักบาตรเทโว,การจัดงานออกร้านกาชาด
และการออกรางวัลสลากกาชาดการกุศล
ในปีนี้จัดขึ้นบริเวณศาลากลางจังหวัดนครพนมและบริเวณริมเขื่อนถนนสุนทรวิจิตร
ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของประเพณีไหลเรือไฟ
งานประเพณีไหลเรือไฟ นิยมปฏิบัติกันในเทศกาลออกพรรษา
ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน
11 หรือ วันแรม 1
ค่ำ เดือน 11
ประเพณีไหลเรือไฟ มีความเชื่อเกี่ยวโยง
สัมพันธ์กับข้อมูลความเป็นมาหลายประการ เช่น
เนื่องจากการบูชารอยพระพุทธบาท
การสักการะพกาพรหม
การบวงสรวงพระธาตุจุฬามณี
การระลึกถึงพระคุณ
ของพระแม่คงคา เป็นต้น
เรือไฟประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
ส่วนที่เป็นทุ่นสำหรับลอยน้ำ จะใช้ไม้ที่ลอยน้ำ
มาผูกติดกันเป็นแพ และส่วนที่เป็นรูปร่างสำหรับจุดไฟ
เป็นส่วนที่อยู่บนทุ่น ใช้ไม้ไผ่ ลำยาวแข็งแรง
ตั้งปลายขึ้นทั้ง 3 ลำ
เป็นเสารับน้ำหนักของแผลง และแผลงนี้
ก็ทำด้วยไม้ไผ่ขนาดเล็กมาผูกยึดไขว้กัน
เป็นตารางสี่เหลี่ยม ระยะห่างกันประมาณ คืบเศษ
มัดด้วยลวดให้แน่ วางราบบนพื้น
เมื่อวางแผนงานออกแบบบนแผงว่า ควรเป็นภาพอะไร
การออกแบบในสมัยก่อน ออกแบบเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ
ศาสนาพุทธ เช่น
พุทธประวัติ เป็นต้น
มีการถวายภัตตาหารเพล
แล้ว เลี้ยงญาติโยมที่มาในช่วงบ่าย มีการละเล่นต่าง ๆ
เพื่อความสนุกสนาน
รวมทั้งมีการรำวงเป็นการฉลองเรือไฟ พอประมาณ 5
- 6 โมง เย็น หรือตอนพลบค่ำ
มีการสวดมนต์รับศีลและฟังเทศน์ ถึงเวลาประมาณ
19 - 20 นาฬิกา ชาวบ้าน จะนำของกิน
ผ้า เครื่องใช้ ขนม ข้าวต้มมัด
กล้วย อ้อย หมากพลู
บุหรี่ ฯลฯ
ใส่ลงในกระจาดบรรจุไว้ในเรือไฟ ครั้งถึงเวลา
จะจุดไฟให้เรือสว่าง แล้วปล่อยเรือให้ลอยไปตามแม่น้ำ
ในช่วงใกล้ออกพรรษา ชาวบ้านจะเตรียมจัดเรือไฟ
โดยเอาต้นกล้วยมาเสียบไม้ต่อกันให้ยาว วางสองแถว
นำไม้ไผ่มาผูกไขว้เป็นตารางสี่เหสี่ยมและมัดด้วยลวดให้แน่นอน
หลังจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ออกแบบภาพบนแผงว่าจะสร้างสรรค์อย่างไร
ต่อจากนั้นก็จะนำจีวรเก่าของพระมาฉีกแล้วชโลม
ด้วยน้ำมันให้ชุ่มพอประมาณ นำไปผึ่งแดดประมาณ
6-7 วัน
จนมีสีน้ำตาลเข้ม นำไปมัดและผูกด้วยลวด
ภายในเรือจะนำกล้วย อ้อย เผือก มัน ผ้านุ่ง ผ้าห่ม
ใส่ไว้เพื่อเป็นทานให้แก่ผู้สัญจรไปมา
เมื่อถึงเวลาตอนเย็นชาวบ้านต่างพากันลงเรือและร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานพอ
ตอนค่ำก็จุดไฟในเรือ
ลากไปกลางน้ำแล้วปล่อยให้เรือลอยไปเรื่อยๆ
โดยยังมีการควบคุมเรืออยู่แต่พอพ้นเขตหมู่บ้าน
ก็จะมีคนมาเอาสิ่งของในเรือไปจนหมดระยะ
หลังได้มีการดัดแปลงการทำเรือไฟให้แปลกตา
ใช้น้ำมันก๊าดหรือน้ำมันโซล่า แทนขี้ไต้
แพหยวกก็เปลี่ยนมาเป็นถังเหล็ก
ใช้โครงเหล็กเพื่อความทนทานและดัดแปลงรูปร่างได้หลากหลาย
จึงได้มีการจัดประกวดเรือไฟขึ้น
ในงานประเพณีได้รับพระราชทานไฟพระฤกษ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย
จังหวัดที่เคยทำพิธีกรรมการไหลเรือไฟอย่างเป็นทางการ
ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สกลนคร นครพนม หนอง เลย
มหาสารคาม และ อุบลราชธานี
ในงานประเพณีไหลเรือไฟ จะมีความยิ่งใหญ่สวยงามตระการตา
แต่ก็มีข้อคิดและ
สาระที่แฝงอยู่นั้นก็คือ
ชีวิตมนุษย์เป็นอนิจจังเนื่องจากเมื่อมนุษย์เกิดมาก็ต้องดำเนินชีวิตไปด้วย
ความสุขและความทุกข์ แต่สุดท้ายมนุษย์ทุกคนก็จะต้องตาย
ชีวิตดับสูญไปในที่สุด |