|

บั้งไฟพญานาค
บั้งไฟพญานาคคือ
ก๊าซมีเทน-ไนโตรเจน
ความบริสุทธิประมาณ
19% (งานวิจัยหมายเลข
6)
เกิดจากการอาศัยอยู่ร่วมกันระหว่างแบคทีเรียที่ทนต่อออกซิเจนได้
และแบคทีเรียกลุ่มมีเทนฟอร์มเมอร์
(จากเอกสารอ้างอิง)
ซึ่งดำรงชีวิตได้ในสภาพไร้ออกซิเจนเท่านั้น ณ
ความลึกของแม่น้ำโขงและแหล่งน้ำข้างเคียง
4.55 13.40
เมตร
(งานวิจัยหมายเลข
2)
ตำแหน่งที่มีสารอินทรีย์พอเหมาะใต้ผิวโคลน
หรือทรายท้องแม่น้ำโขง
ซึ่งระดับน้ำขนาดนี้จะมีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า
15 oc
มีปริมาณออกซิเจนน้อยหรือไม่มีเลย
(จากเอกสารอ้างอิง)
โดยแสงแดดที่ส่องลงมาในภาวะอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศ ณ
10
น., 13
น., 16
น.,
ในวันนั้นมีค่ามากกว่า
26
oc
แม่น้ำโขงตำแหน่งนี้จะมีค่า
PH
ระหว่าง
6.4 7.8
แสงแดดที่ส่องลงมาทำให้น้ำโขงเหนือผิวโคลนหรือทรายท้องน้ำ ณ
จุดนั้นร้อนพอที่จะก่อให้เกิดการย่อยสลายอินทรีย์
(งานวิจัยหมายเลข
4,6)
หลังจากใช้เวลาหมัก
3-6
ชม.
จะได้ก๊าชมีเทนปริมาณมากพอที่จะก่อให้เกิดความดันก๊าชในผิวทรายอย่างน้อย
1.45
เท่า ของความดันบรรยากาศ
(งานวิจัยหมายเลข
2)
หล่มทรายก็จะไม่สามรถรับแรงดันได้
ก๊าซจะหลุดออกมาและพุ่งขึ้นเมื่อโผล่พ้นน้ำ ฟองก๊าซที่โตกว่า
15
ซีซี จะฟุ้งกระจายไปบางส่วน โดยเหลือแกนในของก๊าซไม่ต่ำกว่า
12
ซีซี
(หัวแม่มือ)
ลอยสูงขึ้น ไปกระทบกับอนุภาพออกซิเจนอะตอมที่มีประจุ
ที่มีพลังงานสูง และมีความหนาแน่นมากพอในคืนวันนั้น
เกิดการสันดาปอย่างรวดเร็วติดไฟได้ ดวงไฟหลากสีมากกว่า
95 %
ของดวงไฟมีผู้พบเห็นจะเป็นสีแดงอำพัน
(จากเอกสารอ้างอิงและหลักฐานพยานบุคคลจำนวนมาก)
โดยช่วงเวลาที่เกิดเป็นเดือน มีค.,เมย.,พค.,กย.,และ
ตค ซึ่งโลกโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดทำให้รังสีอัลตร้าไวโอเล็ตชนิดบี
ซึ่งมีคุณสมบัติทำลายม่านโอโซนได้เพิ่มปริมาณสูงขึ้นและเจาะทะลวงม่านโอโซนมายังพื้นโลกได้มากขึ้น
ดังจะเห็นได้จากการลดของปริมาณ
โอโซนในระดับผิวโลก ณ
สถานีตรวจวัดโอโซนทั่วประเทศไทยในวันเกิดบั้งไฟพญานาค
(งานวิจัยหมายเลข
7 )
สำหรับรังสีอัลตร้าไวโอเลตชนิด ซี
จากดวงอาทิตย์ซึ่งในภาวะปกติถูกม่านโอโซนกำบังไว้เพิ่มปริมาณสูงขึ้นเช่นเดียวกันและเหลือทะลุผ่านม่านโอโซนที่ระดับความสูง
55
กม.
จากผิวโลกมากระทบโมเลกุลของออกซิเจนที่หนาแน่นในวันนั้น
(งานวิจัยหมายเลข
5)
ณ ผิวโลกแตกตัวได้เป็นออกซิเจนอะตอมที่มีพลังงานสูงและ
อิเล็คตรอนในบางปีโลกโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในตำแหน่งที่ทำให้ประเทศไทยได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์มากขึ้นอีก
ดังนั้นนอกจาก
O2
จะสูงขึ้นในช่วงแรกๆ
แล้วโมเลกุลของออกซิเจนที่มีปริมาณหนาแน่นจากอิทธิพลของแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
(
และจากการที่
UVB
ทำลายม่าน
O3
ได้เป็น
O2+Oo)
ในวันนั้น
(มากกว่าหรือเท่ากับ22%)จะถูกรังสีอัลตราไวโอเลตชนิดซีดวงอาทิตย์ทำให้แตกตัวมากขึ้นจนเหลือแค่
20%(งานวิจัยหมายเลข5)
พอพลบค่ำการฟุ้งกระจายของก๊าซในแนวดิ่งจะลดจาก200
กม.
เหลือ
80
กม.
ทำให้ความหนาแน่นของอ๊อกซิเจนอะตอมระดับผิวน้ำโขงมีมากขึ้นและอิเลคตรอนจะวิ่งเข้าจับโมเลกุล
และอะตอมต่างๆทั้ง
ที่เป็นกลางและมีประจุทำให้ออกซิเจนอะตอมที่เป็นกลางจะมีประจุขึ้นมาและออกซิเจนอะตอมที่มีประจุจะได้พลังงานจากรังสีคอสมิคดำรงพลังงานของออกซิเจนอะตอมเมื่อฟองก๊าซมีเทนผุดขึ้นจากน้ำตอนหัวค่ำ
ก็จะสัมผัสออกซิเจนอะตอมที่มีพลังงานที่มีพลังงานสูงจำนวนมากในบรรยากาศผิวน้ำโขงติดไฟเกิดเป็นบั้งไฟพญานาคและเนื่องจากเป็นอนุภาคที่มีประจุจึงเคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็กโลกในแนวนอน(แถบประเทศไทย)แทนการถูกดูดให้ลอยสูงขึ้นไปจากผิวโลกด้วยแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เหมือนอนุภาคที่เป็นกลางทั้งหลายอันประกอบด้วยN2
โมเลกุล(MW28)ซึ่งเบากว่าอากาศ(MW28)จะถูกดูดลอยสูงขึ้นไปจากพื้นโลกออกซิเจนโมเลกุล(MW28)
ซึ่งหนักกว่าาจะถูกดูดจากส่วนอื่นของผิวโลกมายังซีกโลกที่ดวงจันทร์ตั้งอยู่ในคืนนั้นและเนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเองในแกนที่เอียงทำมุม
23.5o
กับแสงอาทิตย์ทำให้ซีกโลกในเวลากลางคืนของประเทศที่ตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูด
15-45o
เหนือo
ใต้ อยู่ห่างจากแนวแรงรวมของแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ โลก
และดวงอาทิตย์ในวันเพ็ญเดือน กย.,ตค.,เมย.,พค.
อยู่ไม่เกิน
25o
ทำให้มีปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในหลายประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว
เช่น ละติจูด
43.5o
เหนือ มลรัฐมิสซูรี่
(ห่าง20
o
ไปทางเหนือในเวลากลางคืน
)
ละติจูด
35oเหนือ
มลรัฐเท๊กซัสตอนใต้ของสหรัฐ(ห่าง11.5o
ไปทางเหนือในเวลากลางคืน ละติจูด
24o
เหนือ เมืองเจดด้าห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ริมฝั่งทะเลแดง
(ห่าง
0.5oไปทางเหนือในเวลากลางคืนและหนองคายละติจูด
17o 52
ลิปดา เหนือ
(ห่าง
5o 38
ลิปดา ไปทางใต้ตอนกลางคืน)โดยปริมาณรังสีจากดวงอาทิตย์
ที่เพิ่มสูงขึ้นขณะโลกโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์
จะมีอิทธิพลต่อการเกิดปรากฏการณ์นี้มากกว่าแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์
โลก และดวงจันทร์
ปรากฏการณ์นี้จะเกิดได้มากในทุกประเทศที่กล่าวข้างต้น
ในคืนข้างขึ้น
7-9
ค่ำ,ข้างแรม7-9ค่ำ
หรือขึ้น 14
ค่ำ ถึงแรม
1
ค่ำ
ในเดือนดังกล่าวข้างต้น
ส่วนคืนเดือนมืดจะเกิดขึ้นได้ในขณะที่ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตย์สูงสุดในปลายเดือน
มีค.,เดือน
เมย.,หรือเดือนกันยายนเป็นส่วนใหญ่
อีกช่วงเวลาหนึ่งที่อาจพบบั้งไฟพญานาคได้ประปรายโดยที่%O2
ไม่สูงก็คือในช่วงเดือน มิย.
ของประเทศในซีกโลกภาคเหนือ เช่น วันที่
21
และ
28
มิย. 2539
ที่ผ่านมาหนองคายก็มีบั้งไฟพญานาคขึ้นเช่นกันทั้งๆที่เดือน มิย.(วันที่
21 22
มิยง)เป็นเดือนที่ระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์จะไกลที่สุด
แต่เนื่องจากในเดือน มิย.
ในซีกโลกเหนือเส้นศูนย์สูตรจะมีชั้นของบรรยากาศที่แสงอาทิตย์ส่องหนาเพียงแค่
1
ใน
3
ของชั้นบรรยากาศที่บางกว่า ทำให้ม่านโอโซนถูกอุลตร้าไวโอเลตชนิด
บี เจาะทะลวงมาได้มากพอที่จะให้อุลตร้าไวโอเลตชนิดซี
เล็ดรอดมาถึงพื้นโลกได้และก่อให้เกิดปรากฏการณ์เหมือนในเดือน
มีค.-พค.,กย.,-ตค.
แต่
% O2จะไม่สูงเนื่องจากดวงอาทิตย์อยู่ไกลมากแรงโน้มถ่วงจึงต่ำ
สำหรับประเทศไทยมากกว่า
90%
ของจำนวนลูกของบั้งไฟพญานาคในแต่ละปีจะพบขึ้นที่ จ.หนองคาย
หน้าวัดไทย,และบ้านน้ำเป
อ.โพนพิสัย,วัดอาฮง
อ.บึงกาฬ,วัดหินหมากเป้ง
และอ่างปลาบึก อ.สังคม
ในคืนขึ้น
15
ค่ำและแรม
1
ค่ำ เดือน
11
และแต่ละปีจะขึ้นปีละ
3-7
วัน แต่ที่ประชาชนไปทราบกันแพร่หลายมานับร้อยๆปี คือวันขึ้น
15
ค่ำเดือน
11
ตามปฏิทินลาวซึ่งอาจตรงกับวันแรม
1
ค่ำ หรือ ขึ้น
15
ค่ำ เดือน
11
ของไทย จะเป็นวันที่ขึ้นแน่นอนและขึ้นมากที่สุดขอทุกปี
ทั้งนี้เนื่องจากวันนั้นอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์
และดวงจันทร์ที่กระทำต่อบรรยากาศผิวโลกจะสูงสุด ทำให้%
O2
สูง และอุลตร้าไวโอเลตชนิดซี สูงพอ
(งานวิจัยหมายเลข
5)
และน้ำหนักของน้ำที่ถูกแทนที่ด้วยขนาดสุดท้ายของฟองก๊าซขณะผุดขึ้นผิวน้ำร่วมกับกระแสน้ำ,กระแสลม
และการที่ก๊าซมีเทน
(MW16)
เบากว่าอากาศ(MW29)รวมทั้งการเปลี่ยนทิศทางของฟองก๊าซจากการแฉลบจะเป็นตัวกำหนดทิศทางความแรง,ความสูง
และความเร็วของบั้งไฟพญานาค
และเนื่องจากโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี
ดังนั้นปรากฏการณ์เปอร์เซ็นต์ออกซิเจนสูงแบบนี้
จึงกลับมาสูงอีกรอบหนึ่งในช่วงเดือน มีค.,เมย.,พค.
และมักพบบั้งไฟพญานาคขึ้นได้อีกครั้งในเดือน มีค.,
เมย.
หรือ พค.
ทุกๆปี โดยห่างจากวันขึ้น
15
ค่ำ เดือน
11
ประมาณ
184
ถึง
199
วัน(งานวิจัยหมายเลข
5 )
แต่ขึ้นน้อยจนไม่มีใครสังเกตเห็นเพราะฟองก๊าซมีเทนจากน้ำตื้นในเดือนเมย.
แค่
1-2
เมตร
(งานวิจัยหมายเลข
2)จะเล็กไปจึงฟุ้งกระจายไปหมดไม่ติดไฟ
และ น้ำที่ตื้นกว่า
5
เมตร แบคที่เรียกลุ่มมีเทนฟอร์มเมอร์จะเติบโตไม่ดีเพราะมีออกซิเจนละลายมากไป
อีกทั้งก๊าซมีเทน-ไนโตรเจนที่ได้%
จะสูงเกินไปจะไม่ติดไฟ
(จากงานวิจัย)
รวบจากเอกสารอ้างอิงทั้งหมด
73
รายการ
และงานวิจัยที่ดำเนินการด้วยตนเอง จำนวน
9
รายการ
- ขอขอบคุณ
http://www.bangfaipayanak.com/
-
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลรูป(ปรากฏในภาพ)
และข้อมูลจากเว็บต่างๆ
เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมเว็บไซต์
|