|
วัดพระธาตุหริภุญชัย
ปัจจุบันนี้ผู้คนไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาว หรือวัยกลางคน แม้กระทั่งเด็กเล็ก ก็เริ่มหันมาเข้าวัด ทำบุญกันมากขึ้น อาจด้วยเบื่อหน่ายกับปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมการเมืองต่าง ๆ การหันหน้าเข้าวัดเข้าวาจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาทุกข์ในจิตใจได้ อีกทั้งยังเป็นการทำบุญเพื่อทำให้จิตใจสงบ และเพื่อเป็นการแผ่อุทิศส่วนบุญแก่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่ว่าวันไหน เวลาไหน หรือเทศกาลไหน ๆ ก็สามารถเข้าวัดไปทำบุญได้ ทริปนี้หมูหิน.คอมก็เลยจะพาเพื่อน ๆ ไปทำบุญที่วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จังหวัดลำพูนกันครับ และที่พิเศษยิ่งไปกว่านี้ ก็คือองค์พระธาตุหริภุญชัยแห่งนี้ยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดปีระกาอีกด้วยครับ
วัดพระธาตุหริภุญชัย เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลำพูน สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ในรัชสมัยของพญาอาทิตยราช กษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวีวงศ์ โดยที่แห่งนี้ เคยเป็นพระราชฐานของพระองค์ซึ่งพระราชทานอุทิศถวายให้เป็นวัดพระธาตุ เพื่อเป็นพุทธบูชาหลังจากที่พระบรมสารีริกธาตุได้ปรากฏ ให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรในบริเวณดังกล่าว ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญที่น่าชมมากมาย มาเริ่มกันเลยครับ
ก่อนที่จะเข้าไปในบริเวณวัด จะต้องผ่านซุ้มประตูด้านหน้าทางเข้าวัด มีลักษณะก่ออิฐถือปูนประดับลวดลายวิจิตรพิสดาร เป็นฝีมือช่างโบราณสมัยศรีวิชัย ประกอบด้วยซุ้มยอดเป็นชั้น ๆ เบื้องหน้าซุ้มประตูมีสิงห์ใหญ่คู่หนึ่งยืนเด่นเป็นสง่าบนแท่น สูงประมาณ 1 เมตร สิงห์คู่นี้ปั้นขึ้นในสมัยพระ เจ้าอาทิตยราช เมื่อทรงถวายวังให้เป็นสังฆารามวิหารหลวง เมื่อผ่านซุ้มประตูเข้ามาแล้ว ก็จะเห็น วิหารหลวงหลังใหญ่มีพระระเบียงรอบด้าน และมีมุขออกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นวิหารที่สร้างขึ้นใหม่แทนวิหารหลังเก่า ที่ถูกพายุพัดพังทลายไปเมื่อ พ.ศ. 2466 วิหารหลวงหลังนี้ใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศล และประกอบศาสนากิจต่าง ๆ ภายในวิหารหลวงประดิษฐานพระปฏิมาใหญ่ ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง บนแท่นแก้ว รวม 3 องค์ และพระพุทธปฏิมาหล่อโลหะขนาดกลางสมัยเชียงแสนชั้นต้น และชั้นกลางอีกหลายองค์
ถัดมาจากวิหารหลวงก็จะพบองค์พระบรมธาตุหริภุญชัย ซึ่งเป็นพระธาตุเก่าแก่คู่นครหริภุญชัยมาช้านาน อีกทั้งยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของชาวปีระกา องค์พระบรมธาตุแห่งนี้ ประกอบด้วยฐานปัทม์ แบบฐานบัวลูกแก้ว ย่อเก็จ ต่อจากฐานบัวลูกแก้วเป็นฐานเขียงกลมสามชั้น ตั้งรับองค์ระฆังกลม บัลลังก์ย่อเหลี่ยม เจดีย์มีลักษณะใกล้เคียง กับพระธาตุดอยสุเทพที่จังหวัดเชียงใหม่ สูง 25 วา 2 ศอก ฐานกว้าง 12 วา 2 ศอก 1 คืบ มีสัตติ บัญชร (รั้วเหล็กและทองเหลือง) 2 ชั้น สำเภาทองประดิษฐานอยู่ประจำรั้วชั้นนอกทั้งทิศเหนือ และทิศใต้ มีซุ้มกุมภัณฑ์ และฉัตรประจำสี่มุม และหอคอยประจำทุกด้านรวม 4 หอ บรรจุพระพุทธรูปนั่งทุกหอ นอกจากนี้ยังมีโคมประทีป และแท่นบูชาก่อประจำไว้เพื่อเป็นที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป พระบรมธาตุนี้นับเป็นปูชนีย สถานอันสำคัญยิ่งในล้านนาไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ อีกทั้งยังเป็นจอมเจดีย์องค์หนึ่งในจำนวน 8 แห่งของประเทศไทย ดังนั้นในทุก ๆ ปีก็จะมีประเพณีการสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัยขึ้น ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือที่รู้จักกัน วันวิสาขบูชา
ประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นประเพณีที่ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นประจำทุก ๆ ปี เพื่อเป็นการสักการะพระบรมธาตุ ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่สำคัญเก่าแก่ของวัดพระบรมธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อีกทั้งยังถือเป็นการสักการะพระบรมพระอัฐิธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่บรรจุในพระบรมธาตุ และเพื่อเป็นการบูชาเสาหลักเมือง ทั้งนี้เพราะชาวลำพูนถือว่าพระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นเสาหลักเมืองของนครหริภุญชัย หรือเมืองลำพูนในปัจจุบัน
มาต่อกันที่สุวรรณเจดีย์หรือปทุมวดีเจดีย์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะการก่อสร้างแบบเดียวกับเจดีย์สี่เหลี่ยมหรือเจดีย์กู่กุดที่วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน องค์เจดีย์สร้างด้วยศิลาแลงและอิฐ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทที่มีฐานสี่เหลี่ยมซ้อนขึ้นไป ห้าชั้น แต่ละชั้นประดับซุ้มจรนำทั้งสี่ด้าน ด้านละสามซุ้ม ภายในซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปดินเผาประทับยืน ซึ่งมีร่องรอยของการลงรักปิดทอง ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียงไม่กี่องค์ ส่วนบนสุดของเจดีย์เป็นกลีบบัวปูนปั้นหุ้มด้วยโลหะแผ่น ส่วนยอดปลายสุดทำเป็นกรวยแหลมเรียวยาวขึ้นไปสุวรรณเจดีย์องค์นี้มีพระเปิม ซึ่งเป็นพระพิมพ์ที่สำคัญและมีชื่อเสียงของเมืองลำพูนบรรจุอยู่ภายใน
ถัดมาก็จะมีเขาพระสุเมรุจำลอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์พระธาตุหริภุญชัย ด้านหน้าหอไตร มีลักษณะคล้ายกับเจดีย์ขนาดเล็กทรงกลม ก่อด้วยอิฐถือปูน ส่วนยอดทำลดหลั่นกันขึ้นไปเจ็ดชั้น มีการประดับสำริดซึ่งหล่อเป็นชั้นๆ แล้วนำมาประกอบเป็นทรงกลมภายหลังส่วนฐานที่รองรับยอดปราสาทที่อยู่ด้านบนสุด คือ สัตตบริภัณฑ์หรือภูเขาที่ล้อมรอบพระสุเมรุทั้งเจ็ดชั้น โดยมีเกษียรสมุทรคั่นระหว่างเขาแต่ละชั้น สัตตบริภัณฑ์นี้ช่างได้ทำเป็นรูปป่าไม้ มีสัตว์ป่า มีต้นไม้ และเหล่าอสูรที่อาศัยอยู่ที่เชิงเขาพระสุเมรุ ด้านบนสุดทำเป็นปราสาทซึ่งเป็นที่สถิตของพระอินทร์เทวดาในศาสนาพุทธ ที่มีหน้าที่คอยดูแลความเป็นไปบนโลกและคอยช่วยเหลือคนดีที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยทำเป็นปราสาทหกเหลี่ยมเล็กๆ แต่ละด้านมีซุ้มประตูโค้ง ส่วนยอดของปราสาทมีลักษณะเหมือนยอดมณฑป โบราณสถานภายในวิหารคตทั้งหมดของวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา
เดินต่อมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์พระธาตุก็จะพบกับหอไตรหรือหอธรรม จากศิลาจารึก ลพ. 15 (ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัย จังหวัดลำพูน) เป็นจารึกอักษรไทยล้านนา จารึกขึ้นในราว พ.ศ. 2043 ซึ่งอยู่ในช่วงรัชกาลพระเมืองแก้ว จารึกหลักนี้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย เรื่องราวในจารึกได้กล่าวถึงพระเมืองแก้ว กับพระราชมารดาของพระองค์ได้ร่วมกันบำเพ็ญพระราชกุศล อันยิ่งใหญ่สถาปนาหอไตรปิฎกหรือหอพระธรรมมณเฑียร เป็นสถานที่เก็บรักษาคัมภีร์พระไตรปิฎก ครบทั้ง 85,000 พระธรรมขันธ์ พร้อมทั้งอรรถกถาฎีกาและอนุฎีกา รวมทั้งสิ้นเป็นคัมภีร์ 420 พระคัมภีร์ ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ใบลานทั้งหมด
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของหอไตรหลังนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับหอไตรของวัดพระสิงห์ และวัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นแบบที่นิยมสร้างกันทั่วไปในดินแดนล้านนา สำหรับหอไตร วัดพระธาตุหริภุญชัยหลังนี้ สร้างเป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็นอาคารเครื่องไม้ ตัวอาคารหอไตร ตั้งอยู่บนฐานขนาดใหญ่ ซึ่งมีบันไดทางขึ้นอยู่ด้านหน้า สองข้างบันไดมีสิงห์โตหินประดับที่หัวเสา ตัวอาคารหอไตรชั้นล่างที่ก่อด้วยอิฐถือปูนมีประตูทางเข้าทางเดียว ส่วนชั้นบนเป็นเครื่องไม้ทำเป็นบันไดนาคเล็กๆ ตั้งอยู่ด้านหน้าบนประตูทางเข้าชั้นล่าง ตัวอาคารมีการประดับด้วยไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจกอย่างสวยงาม มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หลังคามุงด้วยแผ่นดีบุก ลดชั้นประดับด้วยช่อฟ้าใบระกาหางหงส์
หอระฆัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุหริภุญชัย เป็นหอสำหรับแขวนระฆังและกังสดาลขนาดใหญ่ สร้างขึ้นโดยพระครูพิทักษ์เจติยานุกิจ (ครูบาคำฟู) เมื่อ พ.ศ. 2481 ด้านบนแขวนระฆังขนาดใหญ่ซึ่งหล่อขึ้นในสมัยเจ้าหลวงดาราดิเรกรัตนไพโรจน์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 7 และชั้นล่างห้อยกังสดาลขนาดใหญ่ซึ่งหล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2403 ฝีมือครูบาสูงเม่นโดยกัญจนมหาเถระ เจ้าอาวาสวัดป่าเมืองแพร่ และเจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ เป็นศรัทธาสร้างหล่อกังสดาลนี้ ในวัดพระสิงห์เมืองเชียงใหม่เพื่อไว้เป็นเครื่องบูชาพระธาตุหริภุญชัย
นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น เจดีย์เชียงยันหรือเจดีย์เชียงยืน ตั้งอยู่นอกกำแพงทางทิศเหนือของพระธาตุหริภุญชัย ตามตำนานกล่าวว่า สร้างขึ้นในสมัยของพญาอาทิตยราช สำหรับเจดีย์ในปัจจุบัน เป็นเจดีย์ที่ได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าติโลกราช และกรมศิลปากรก็ได้ทำการบูรณะองค์พระเจดีย์ใหม่ ด้วยลักษณะทางสถาปัตยกรรมตรงส่วนของฐานล่าง ของเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสซ้อนขึ้นไปสี่ชั้น เหนือขึ้นไปทำเป็นดอกบัวคว่ำและบัวถลาเป็นส่วนรองรับฐาน สูง เหนือขึ้นไปเป็นเรือนธาตุ ตัวเรือนธาตุทั้งสี่ด้านทำเป็นซุ้มจรนำ แต่ก่อนคงประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ตรงเหนือส่วนของเรือนธาตุขึ้นไปเป็นฐานแปดเหลี่ยมซ้อนขึ้นไปรองรับองค์สถูปที่เป็นทรงระฆังแบบลังกา เหนือเรือนธาตุทำเป็นเจดีย์จำลองทรงสี่เหลี่ยมตรงมุมทั้งสี่เหนือองค์ระฆังไม่มีบัลลังก์แต่ทำเป็นยอดบัวกลุ่มสลับกับบัวลูกแก้วลดหลั่นกันไปถึงส่วนยอดลวดลายที่ประดับและประกอบซุ้มจรนำ และผนังย่อเก็จประกอบไปด้วยลายบัวคอเสื้อประจำยามและบัวเชิงล่างมีลักษณะเป็นลายดอกเบญจมาศและใบไม้ประดิษฐ์ ล้อมรอบในกรอบเส้นลวด ซึ่งเป็นรูปแบบของลวดลายที่นิยมทำกันในสมัยพระเจ้าติโลกราช และโบราณสถานอื่น ๆ ก็มีให้ชม เช่น วิหารพระละโว้ วิหารพระพุทธ วิหารพระทันใจ วิหารพระพันตน วิหารพระบาทสี่รอย วิหารพระไสยาสน์ วิหารพระกลักเกลือ หรือพระเจ้าแดง และยังมีอื่น ๆ อีก ซึ่งแต่ละที่ก็มีความสำคัญอย่างมาก
การมาเที่ยวชมวัดพระบรมธาตุหริภุญชัย นอกจากจะได้ทำบุญแล้วยังได้รับความรู้ในทางประวัติศาสตร์ โบราณสถานเก่าแก่ หากเพื่อน ๆ มีเวลาว่างในวันหยุดต่าง ๆ ก็ควรหาเวลามาเที่ยว มาทำบุญกันที่วัดพระบรมธาตุหริภุญชัย รับรองว่าใช้เวลาเพียงไม่นาน แต่ความสุข ความรู้ที่ได้รับมันมากกว่านั้นหลายร้อยเท่า ครับ
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ...ภาพ เรื่อง และวีดีโอ.....ทีมงานหมูหิน.คอม
|