|
เที่ยววัดผาลาด วัดผาลาดกับการเปลี่ยนแปลง 2555
หมูหิน.คอมเคยพาเพื่อน ๆ มาเที่ยวยังวัดผาลาดแล้วเมื่อหลายปีก่อน มีทั้งบรรยากาศในช่วงกลางวัน และมีบรรยากาศในช่วงกลางคืน และไม่ว่าจะมาในช่วงไหน ๆ ก็ได้รับความประทับใจกลับไปทุกครั้ง และเหตุนี้เองทำให้ทุกครั้งที่หมูหิน.คอม เดินทางมาเชียงใหม่ ก็จะต้องกลับไปถ่ายภาพมาอัพเดทให้เพื่อน ๆ ทุกครั้ง เพราะว่าวันเวลาที่ผ่านไปย่อมทำให้ทุกวิถีชีวิตนั้นเปลี่ยนแปลง ย้อนกลับดูประวัติย่อ ๆ ของวัดผาลาดกันอีกครั้ง ในขณะที่เรากำลังเก็บภาพสวย ๆ วัดผาลาดเป็นวัดป่า 1ใน 3 วัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ปุย วัดแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 500 ปี เคยถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าไป แต่ก็ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ให้มีสถานภาพเป็นวัดและสถานที่ปฏิบัติธรรม ส่วนสาเหตุที่ตั้งชื่อว่าวัดผาลาดนั้น ผู้เฒ่า ผู้แก่บางท่านเล่าว่า เดิมเรียกว่า ผะเลิด เพราะคนที่ดินตามช้างมาตามลำธารน้ำตก แล้วเกิดลื่นหกล้มกันหลายคน บ้างก็ว่าช้างก็ลื่นเหมือนกัน จึงให้ชื่อว่าวัดผะเลิด ต่อมาเรียกว่าวัดผาลาด ตามชื่อน้ำตกครับ โบราณสถานที่สำคัญภายในวัดก็จะมี วิหาร ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยครูบาศรีวิชัย สร้างทางขึ้นดอยสุเทพ โดยเลี่ยงจากฐานวิหารเดิมมาทางทิศใต้ เพื่อไม่ให้ฐานซ้อนที่กัน โดยมีสล่า (ช่าง) เป็นชาวพม่า ซึ่งล้วนเป็นลูกศิษย์ของครูบาเทิ้ม วัดแสนฝาง และครูบาสิทธิ วัดท่าสะต๋อย ด้านหน้าบันวิหารแกะสลักเป็นรูปนกยูง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพม่า ส่วนด้านหลังแกะเป็นรูปกระต่าย อันเป็นปีเกิดของครูบาเทิ้ม ปัจจุบันป้านลม ช่อฟ้าหักลงมาเกือบทั้งหมด หลังคาก็ผุพังชำรุดหลายแห่ง เมื่อฝนตกจะเกิดการรั่วซึมเกือบทั้งหลัง เจดีย์ เป็นศิลปะสมัยครูบาศรีวิชัย แต่สร้างโดยช่างชาวพม่า กลุ่มเดียวกับที่สร้างวิหาร ลักษณะของเจดีย์จึงออกมาเป็นศิลปะแบบพม่า สันนิษฐานว่ารูปทรงน่าจะคล้ายกันกับวัดมหาวัน ถนนท่าแพ เชียงใหม่ แต่สภาพที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันถูกขุดเจาะเอาของสำคัญที่บรรจุอยู่ภายในเจดีย์ไปตั้งแต่สมัยสงครามโลก และสมัยหลังสงคราม จนเป็นเหตุให้ยอดเจดีย์พังลงมา ส่วนบ่อน้ำที่เห็น บ้างก็บอกว่าเป็นบ่อน้ำทิพย์ จากการสังเกตทำให้ทราบว่ามีการสร้างทับขึ้นหลายครั้ง จึงสันนิษฐานว่า ครั้งที่หนึ่งสร้างขึ้นโดยชาวสุโขทัยที่ติดตามงานบุญอัญเชิญพระธาตุร่วมกับพระเจ้ากือนา เพื่อเอาน้ำไว้กิน อาบ เป็นวิธีการกรองน้ำอย่างหนึ่งของคนโบราณ จะได้ไม่ต้องใช้น้ำจากลำห้วยโดยตรง ส่วนครั้งที่สองน่าจะเป็นสมัยที่พม่าครองเมืองเชียงใหม่ และครั้งที่สามสมัยครูบาศรีวิชัย การสร้างมณฑปครอบบ่อน้ำนี้เป็นประเพณีที่นิยมทำกันในถิ่นชาวไทยใหญ่ และทางภาคเหนือของพม่า พระพุทธรูปหน้าผา เดิมเป็นหอพระพุทธรูปที่สวยงามมาก วิหารสี่เหลี่ยมตามแนวผา ศิลปะร่วมสมัย มีผู้เล่าว่าสมัยก่อนพระที่อยู่ตรงหน้าผาเป็นพระแบบเชียงแสน และมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์องค์หนึ่งเรียกว่า พระไล่กา เหตุที่ใช้ชื่อนี้เพราะว่า คนโบราณลงอาคมไว้เพื่อไม่ให้กา ที่เชื่อกันว่าเป็นสัตว์แจ้งเหตุร้าย และนิสัยไม่ดีไม่สามารถบินผ่านวัดขึ้นไปได้ พระพุทธรูปองค์ดังกล่าว จึงได้ชื่อว่าพระไล่กา แม้ผู้คนที่ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ นำอาหารติดตัวมา เป็นเนื้อไม่ว่าสุกหรือดิบจะไม่สามารถเอาผ่านวัดนี้ไปได้ มักจะมีอาการปวดหัว ปวดท้อง ต่อมาภายหลังมีชาวไทยใหญ่หลบภัยสงครามมาอยู่ที่ถ้ำผาลาดนี้ จึงพากันสร้างพระพุทธรูปไว้สักการะ และป้องกันภัย วิหารพระเจ้ากือนา ปัจจุบันเห็นเพียงแต่แนวอิฐ อยู่ข้างลำธาร ตรงฐานพระประธาน มีการสร้างศาลาครอบเอาไว้ แต่ยังมองเห็นแนวแท่นพระอยู่ ขณะนี้วัดกำลังทำโครงการปรับภูมิทัศน์บริเวณดังกล่าว นอกจากวิหารพระเจ้ากือนา ก็ยังมีวิหารสามยอบ ปัจจุบันเห็นเพียงแค่เนินดินสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร กว้างประมาณ 20 x 40 เมตร มีก้อนอิฐกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ด้านหน้าของวิหารมีร่องรอยของสระน้ำอยู่ ในสมัยโบราณน่าจะมีทางน้ำไหลผ่านเข้ามาที่สระ ซึ่งหากสามารถนำน้ำลงมา ณ ที่นั้นได้ก็จะช่วยให้บริเวณของสามยอบ มีความชุ่มชื้น ต้นไม้ใบหญ้าจะสดชื่นเขียวชอุ่ม อย่างที่บอกว่ามาเมื่อไหร่ก็มีแต่ความประทับใจกลับไป หวังว่าเพื่อน ๆ ก็คงจะคิดเหมือนเรา แม้ว่าวัดผาลาดจะยังคงเหมือนเดิม มีอุโบสถหลังเดิม มีพระประธานองค์เดิม โบราณสถาน โบราณวัตถุชิ้นเดิม แต่ความศรัทธาของผู้คนไม่เคยเหมือนเดิม กลับเพิ่มขึ้นทุกครั้งและไม่มีวันหมดลง
หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ ... ภาพ เรื่อง และวีดีโอ โดยทีมงานหมูหิน.คอม
ทางทีมงานหมูหิน.คอม ขอสงวนลิขสิทธิ์ การเผยแพร่ข้อมูล ภาพ เรื่อง และวีดิโอ โดยไม่ได้รับอนุญาติ Copyright © 2010 www.moohin.com. All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form prior permission. เรื่องท่องเที่ยวในจังหวัด เชียงใหม่
|
Lastest Story
|
|