บนเนื้อที่กว่า 40 ไร่ ม่อนแจ่มแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ ๆ ด้วยกัน เริ่มกันตั้งแต่ บนพื้นที่กว่า40ไร่ของม่อนแจ่ม ยังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากมาย เริ่มจากจุดบังคับที่ทุกคนต้องแวะก่อนนั่นก็คือศาลารับรองแบบเปิดโล่ง ที่ใช้เป็นจุดต้อนรับนักท่องเที่ยวและเป็นห้องอาหารไปในตัว แบบที่กินข้าวไปชมวิวไป หลังจากที่สั่งอาหารเสร็จแล้ว ก็เลือกนั่งได้ตามใจชอบ ใครชอบแบบโต๊ะยาว ทานกันหลาย ๆ คน ก็เลือกนั่งในศาลาได้เลย หรือใครมาเดี่ยวชอบนั่งแบบบาร์ ก็ขยับมาข้างหน้าอีกนิด แต่ที่พิเศษสุด ๆ แบบได้ชมธรรมชาติเต็มหูเต็มหา ก็ต้องที่ซุ้มด้านนอกเลย มีประมาณ 5 ซุ้ม ใครมาช้าก็อดนั่งนะจ้า
สำหรับเมนูก็มีให้เลือกมากมาย ส่วนมากจะเป็นผลผลิตที่มาจากโครงการหลวงหนองหอยทั้งหมด ยกเว้นจำพวกเนื้อสัตว์ แต่มาม่อนแจ่มทั้งที ใครต่อใครเค้าบอกมาว่าต้องทาน
เมนูผัดผักรวมม่อนแจ่ม
และ
เมนูหมูสับทอด ใครชอบทานผักสด ก็ต้องสลัดผัก สด ๆ กรอบ ๆ หวาน ๆ อร่อยป็นที่สุด
ระหว่างรออาหาร ก็เที่ยวชมให้ทั่วม่อนแจ่มก่อนดีกว่า มาต่อกันที่โซนต่อไป นั่นก็คือ แปลงผัก และสวนไม้ดอกไม้ประดับที่แปลกแหวกแนวจากสวนอื่น ๆ เพราะเป็นสวนที่มีการนำเอาเศษเหล็กเก่าๆ สิ่งของเหลือใช้ เช่น รถเก่าๆ หมดสภาพของโครงการหลวง โถอ่างล้างหน้า มาเป็นที่แปลงปลูกพืชผัก ดอกไม้ หรือใช้ในการประดับตกแต่งสวน ในแนวคิดผสมผสานธรรมชาติเข้ากับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สุดยอดเลยไอเดียบรรเจิดจริง ๆ บริเวณนี้ก็สามารถที่จะชมวิวทิวทัศน์ได้ หากมองไปไกล ๆ ก็จะเป็นพื้นที่ปลูกพืชผักและผลไม้เมืองหนาวของโครงการหลวงหนองหอย สุดลูกหูลูกตา แต่หากมองลงยังบริเวณใกล้ ๆ ด้านล่างก็จะเป็นหมู่บ้านม้งหนองหอย ซึ่งวันนี้หมูหิน.คอมโชคดีมาก ๆ เพราะที่หมู่บ้านม้งเค้ากำลังจัดการแข่งขันกีฬาสีสัมพันธ์กันอยู่ เลยแอบนั่งมองอยู่นานเชียว พอนึกได้ว่าต้องพาเพื่อน ๆ ไปดูจุดอื่น ๆ ก็เลยมุ่งหน้าไปยังจุดต่อไป
เดินเลยจากสวนลึกเข้าไปทางไหล่เขาอีกฟากหนึ่งของม่อนแจ่มก็จะพบกับแปลงสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน ปลอดสารพิษ ในช่วงเดือนสตรอเบอรี่ออกผล ตั้งแต่ช่วงกลางหนาวไปจนถึงราวเดือนเมษายน ทางโครงการก็เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเดินเก็บกินสด ๆ จากต้นกับมือได้เลย ในขณะที่คนชอบกินผัก มาที่ม่อนแจ่มก็ไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะนอกจากปลูกเพื่อความสวยงามแล้ว ยังเอามาทำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพให้ได้ลิ้มลองอีกด้วย
เดินลงเขา ตามทางเดินที่จัดทำไว้ ก็จะมาพบกับที่พักที่จัดทำเป็นเต้นท์แนว แคมปิ้ง
ก็เพราะต้องการรักษาธรรมชาติให้เสียหายน้อยที่สุด อีกทั้งยังให้นักท่องเที่ยวที่มาพักได้ใกล้ชิดและทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติ พื้นที่สร้างเต้นท์และห้องน้ำใช้มือขุดทั้งสิ้น จุดพักเต้นท์มีทั้งหมดประมาณ 15 เต้นท์ ซึ่งใช้ระดับและการจัดวาง เว้นระยะห่าง คงความเป็นส่วนตัวสูง เห็นวิวหมดทุกเต้นท์ แถมภายในเต็นท์ยังดูหรูใช่ย่อย มีทั้งตะเกียง ไฟฉาย ปลั๊กไฟ หมอน ผ้าห่ม ที่นอน ผ้าเช็ดตัว แม้กระทั่งรองเท้าแตะวางไว้ให้น่าเต้นท์ ส่วนห้องน้ำห้องท่าก็เป็นห้องน้ำส่วนตัว สร้างด้วยไม้ ภายในมีทั้งเครื่องทำน้ำร้อน สบู่ แชมพู ครบครัน ใครที่สนใจก็สามารถมาแค้มปิ้งกันได้ สำหรับราคาเต้นท์เล็ก 800 บาทต่อคืน พักได้ 2 3 คน และเต้นท์ใหญ่ 1,200 บาทต่อคืน รองรับได้ 4 คนขึ้นไป สำหรับใครที่ต้องการจะเอาเต้นท์มาเอง ก็ต้องขอบอกว่า ที่นี่เค้าไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเอาเต้นท์มากางเองนะจ้า แต่ถ้าช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ เต้นท์ที่มีอยู่เต็มแล้วก็ไม่แน่ ต้องลองดู
พอเที่ยวชมทั่วแล้ว ก็ต้องรีบเดินขึ้นไปยังซุ้มที่จองไว้ เพราะว่าอาหารที่เราสั่งไว้คงจะเสร็จแล้ว ไปกันเลย สำหรับอาหารมื้อนี้ถือเป็นมื้อที่พิเศษสุด เพราะทานท่ามกลาง ขุนเขา สายลม และแสงแดด แม้ว่าจะไม่ใช่ในยามราตรีที่มีแต่แสงดาวก็ตาม แต่ว่ามันก็วิเศษสุด ๆ
|