|
วันนี้หมูหิน.คอมพาเพื่อนๆเดินทางสู่ดินแดนอีสานใต้
ดินแดนแห่งอารนธรรมโบราณ
กับตำนานเรื่องราวมากมาย
กับปราสาทหินชื่อดั่งที่
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
ปราสาทหินพนมรุ้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว
ในเขตตำบลตาเป๊ก อำเภอนางรอง
จังหวัดบุรีรัมย์ บูรณะเสร็จสมบูรณ์
และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการเมื่อปี
พ.ศ.
2531
ปราสาทหินพนมรุ้งสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู
ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งนับถือ
พระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด
ดังนั้นเขาพนมรุ้งจึงเปรียบเสมือนเขาไกรลาสที่ประทับของพระศิวะ
องค์ประกอบและแผนผังของปราสาทพนมรุ้งได้รับการออกแบบให้มีลักษณะเป็นแนวเส้นตรง
และเน้นความสำคัญเข้าหาจุดศูนย์กลาง
นั่นคือปราสาทประธานซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ด้านขวาของบันไดทางขึ้นสู่ศาสนสถานมีอาคารที่เรียกว่า
พลับพลา
อาคารนี้อาจจะเป็นอาคารที่เรียกกันในปัจจุบันว่า
พลับพลาเปลื้องเครื่อง
ซึ่งเป็นที่พักจัดเตรียมองค์ของพระมหากษัตริย์
ก่อนเสด็จเข้าสู่การสักการะเทพเจ้าหรือประกอบพิธีกรรมในบริเวณศาสนสถาน
การเดินทางไปที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
ในการเดินทางไปที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งโดยใช้รถยนต์ส่วนบุคคล
สามารถเลือกเดินทางได้ 2
เส้นทางออกจากตัวจังหวัดบุรีรัมย์
ดังนี้
-เดินทางโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข
218 (บุรีรัมย์-นางรอง)
เป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร
จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข
24 (สีคิ้ว-อุบลราชธานี)
ไปจนถึงหมู่บ้านตะโก ประมาณ 14
กิโลเมตร
แล้วจึงเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข
2117 ผ่านบ้านตาเป๊ก
อำเภอเฉลิมพระเกียรติอีกประมาณ 12
กิโลเมตร
ก็จะถึงอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
-เดินทางโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข
219 (บุรีรัมย์-ประโคนชัย)
เป็นระยะทางประมาณ 44 กิโลเมตร
ถึงตัวอำเภอประโคนชัย
จะเห็นทางแยกที่จะไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
ซึ่งใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 21
กิโลเมตร โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2075
และเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2117
ก็จะถึงอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
-ถ้าเดินทางโดยใช้บริการรถโดยสารจากขนส่งบุรีรัมย์
ก็ให้ขึ้นรถโดยสารสายบุรีรัมย์-จันทบุรี
พอถึงที่หมู่บ้านตะโก แล้วจึงลงจากรถ
จากนั้นจะมีรถสองแถววิ่งไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
หรือไม่ก็นั่งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ได้
สะพานนาคราช
ถัดจากนั้นเป็นทางเดินทั้งสองข้างประดับด้วยเสามียอคล้ายดอกบัวตูมเรียกว่าเสานางเรียง
จำนวนข้างละ 35 ต้น
ทอดตัวไปยังสะพานนาคราช
ซึ่งผังกากบาทยกพื้นสูง
ราวสะพานทำเป็นลำตัวพญานาค 5 เศียร
สะพานนาคราชนี้
ตามความเชื่อเป็นทางที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับเทพเจ้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ จุดกึ่งกลางสะพาน
มีภาพจำหลักรูปดอกบัวแปดกลีบ
อาจหมายถึงเทพประจำทิศทั้งแปด
ในศาสนาฮินดู
หรือเป็นจุดที่ผู้มาทำการบูชา
ตั้งจิตอธิษฐาน จากสะพานนาคราชชั้นที่
1 มีบันไดจำนวน 52
ขั้นขึ้นไปยังลานบนยอดเขา
ที่หน้าซุ้มประตูระเบียงคดทิศตะวันออก
มีสะพานนาคราชชั้นที่ 2
ระเบียงคดก่อเป็นห้องยาวต่อเนื่องกัน
เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ารอบลานปราสาทแต่ไม่สามารถเดินทะลุถึงกันได้
เพราะมีผนังกั้นอยู่เป็นช่วง ๆ
มีซุ้มประตูกึ่งกลางของแต่ละด้าน
ที่มุมระเบียงคดทำเป็นซุ้มกากบาท
ที่หน้าบันของระเบียงคดทิศตะวันออกด้านนอก
มีภาพจำหลักรูปฤๅษีซึงหมายถึงพระศิวะในปางที่เป็นผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ
และอาจรวมหมายถึง นเรนทราทิตย์
ผู้ก่อสร้างปราสาทประธานแห่งนี้ด้วย
ตัวปราสาท
ศิวลึงค์ประดิษฐานภายในห้องครรภคฤหะ
ปราสาทประธาน
ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของลานปราสาทชั้นใน
มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมมณฑป
คือห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เชื่อมอยู่ทางด้านหน้าที่ส่วนประกอบของปรางค์ประธานตั้งแต่ฐานผนังด้านบนและด้านล่าง
เสากรอบประตู เสาติดผนัง ทับหลัง
หน้าบัน ซุ้มชั้นต่าง ๆ
ตลอดจนกลีบขนุน
ก่อด้วยหินทรายสีชมพูมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมกว้าง
8.20 เมตร สูง 27 เมตร ด้านหน้าทำเป็นมณฑปโดยมีอันตราละหรือฉนวนเชื่อมปราสาทประธานนี้
เชื่อว่า สร้างโดย นเรนทราทิตย์
ซึ่งเป็นผู้นำปกครองชุมชนที่มีปราสาทพนมรุ้งเป็นศูนย์กลาง
ราว พุทธศตวรรษที่ 17
ภายในเรือนธาตุตรงกึ่งกลาง
เรียกว่าห้องครรภคฤหะ
เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพที่สำคัญที่สุด
ในที่นี้คือ
ศิวลึงค์
ซึ่งแทนองค์พระศิวะ
เป็นที่น่าเสียดายว่า
ประติมากรรมชิ้นนี้ได้สูญหายไป
เหลือเพียงแต่
ท่อโสมสูตร
คือร่องน้ำมนต์ที่ใช้รับน้ำสรงจากการสักการะศิวลึงค์เท่านั้น
ทางเดินด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
และทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทประธาน
มีปราสาทอิฐสององค์และปรางค์น้อย
จากหลักฐานทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม
กล่าวได้ว่า
ปราสาททั้งสามหลังได้สร้างขึ้นก่อนปราสาทประธานราวพุทธศตวรรษที่
15 และ 16 ตามลำดับ
ส่วนทางด้านหน้าของปราสาทประธาน
คือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
และทิศตะวันออกเฉียงใต้
มีอาคารสองหลังก่อด้วยศิลาแลง
เรียกว่าบรรณาลัย
ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์ทางศาสนา
ก่อสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18
ที่บริเวณหน้าบันและทับหลังของปราสาทประธานมีภาพจำหลักแสดงเรื่องราวในศาสนาฮินดู
เช่น
พระศิวนาฏราช (ทรงฟ้อนรำ)
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์
อวตารของพระนารายณ์ เช่น
พระราม (ในเรื่องรามเกียรติ์)
หรือพระกฤษณะ
ภาพพิธีกรรม
ภาพชีวิตประจำวันของฤๅษีเป็นต้น
ปรางค์ล้วนสลักลวดลายประดับทั้งลวดลายดอกไม้
ใบไม้ ภาพฤๅษี เทพประจำทิศ ศิวนาฏราช
ที่ทับหลังและหน้าบันด้านหน้าปรางค์ประธาน
ลักษณะของลวดลายและรายละเอียดอื่น ๆ
ช่วยให้กำหนดได้ว่าปรางค์ประธานพร้อมด้วยบันไดทางขึ้นและสะพานนาคราชสร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่
17 ภายในลานชั้นในด้านตะวันตกเฉียงใต้
มีปรางค์ขนาดเล็ก 1 องค์ ไม่มีหลังคา
จากหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฏ เช่น
ภาพสลักที่หน้าบัน ทับหลัง
บอกให้ทราบได้ว่าปรางค์องค์นี้สร้างขึ้นก่อนปรางค์ประธาน
มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16
นอกจากนี้ยังมีฐานปรางค์ก่อด้วยอิฐซึ่งมีอายุเก่าลงไปอีก
คือประมาณพุทธศตวรรษที่ 15
อยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือขององค์ประธาน
และที่มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้
มีอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง
มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18
ร่วมสมัยกันกับพลับพลาที่สร้างด้วยศิลาแลงข้างทางเดินที่เรียกว่า
โรงช้างเผือก
หมูหิน.คอมเชิญชวนเพื่อนๆมาเที่ยวดินแดนแห่งมนต์ขลัง
ชมความงดงามและความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมโบราณที่น่าศึกษาหาความรู้กันที่อีสานใต้
จังหวัดบุรีรัมย์ อย่าลืมหาโอกาศมาสัมผัสความงดงามและความยิ่งใหญ่ของปราสาทหินพนมรุ้งกันนะครับ....
ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย |